ข้อมูล
ก่อนอื่นให้ตรวจสอบสภาพความปลอดภัยของตัวคุณเองและผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง แนะนำให้เคลื่อนย้ายตัวไปยังที่ปลอดภัยและป้องกันอันตรายเพิ่มเติม (ถ้าเป็นไปได้)
โทรหาหน่วยกู้ชีพหรือเบอร์เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินที่เหมาะสม (เช่น 191 หรือ 1669 ในประเทศไทย) เพื่อรับการช่วยเหลือในกรณีที่มีบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุรุนแรง
ติดต่อกับบริษัทประกันภัยของคุณโดยเร็วที่สุดเมื่อคุณเป็นไปต้องการการเคลม สามารถใช้เบอร์ติดต่อที่ระบุในกรมธรรม์ประกันภัยหรือช่องทางการติดต่ออื่น ๆ ที่บริษัทได้ระบุไว้
ให้บรรยายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ถูกต้องและละเอียดอ่อนเพื่อให้บริษัทประกันภัยเข้าใจสถานการณ์อย่างถูกต้อง อาจมีการถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับวันเวลาเหตุการณ์ สถานที่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รายละเอียดผู้เอาประกันภัย และรายละเอียดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
อ่านและทราบข้อกำหนดและเงื่อนไขการเคลมของนโยบายประกันภัยของคุณ ซึ่งรวมถึงการคุ้มครองความเสียหาย สิทธิประโยชน์ และขั้นตอนในการเคลม
แจ้งข้อมูลที่เกี่ยวข้องตามที่บริษัทประกันภัยของคุณร้องขอ เช่น รายงานเหตุการณ์ ใบเสร็จค่าใช้จ่าย รายละเอียดการซ่อมแซม (หากมี) และเอกสารอื่น ๆ ที่บริษัทต้องการ
ติดตามสถานะของการเคลมของคุณผ่านช่องทางที่บริษัทประกันภัยได้ระบุ เช่น การติดต่อทางโทรศัพท์ อีเมล หรือแอปพลิเคชัน
พิจารณาข้อเสนอและการชดเชยที่ได้รับจากบริษัทประกันภัย ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณเข้าใจรายละเอียดและสิทธิประโยชน์ที่คุณได้รับ
หากคุณได้รับการชดเชยค่าเสียหาย คุณสามารถเลือกซ่อมรถยนต์ที่อู่ที่ได้รับการแนะนำจากบริษัทประกันภัยหรือเลือกอู่ที่คุณเชื่อถือได้ หากมีการชำระส่วนเบี้ยส่วนต่าง จะต้องชำระเงินด้วยตนเอง
ทั้งหมดนี้เป็นขั้นตอนทั่วไป แต่อย่าลืมทราบว่ารายละเอียดและขั้นตอนการเคลมอาจแตกต่างกันไป ทางพาราไดซ์ โทเคน เซอร์วิส ยินดีให้คำปรึกษา
” ต้องมีทั้งคู่ครับ ” จำง่ายๆ ดังนี้
พ.ร.บ. ( ภาคบังคับ ) คือ ” ประกันซ่อมคน ” ไม่ว่าใครจะผิดหรือถูก ถ้ามีคน ” เจ็บ ” หรือ ” เสียชีวิต ” จากอุบัติเหตุรถ พ.ร.บ. จะจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ ทุกคน
ประกันภาคสมัครใจ ( ชั้น 1 , 2+ , 3+ ) คือ ” ประกันซ่อมรถ ” ( ทั้งเราและเขา )
ควรทำประกันชั้น 1 ที่สุด เพราะ ” มือใหม่ ไม่ได้ชนแค่กับรถครับ ” จริงไหมครับ ประกันชั้น 1 คือประกัน ” เดียว ” ที่คุ้มครองอุบัติเหตุแบบ ” ไม่มีคู่กรณี ” เช่น ถอยชนเสา , เบียดฟุตบาท , ขูดกำแพง , ชนต้นไม้ ซึ่งมือใหม่ มีโอกาสเจอสูงมาก
การมีประกันชั้น 1 ไม่ใช่แค่ ” ซ่อมรถ ” ครับ แต่มันคือการ ” ซื้อความมั่นใจ ” ในการขับขี่ ช่วยลดอาการ ” ใจสั่น ” หรือ ” แพนิก ” เวลาออกถนนใหญ่ ขับไปเลย สบายใจ เพราะคุณมีประกันชั้น 1 คุ้มครองอยู่ตลอดเวลาในการขับขี่
ประกันชั้น 1 คุ้มครอง ” รถชนรถ ” ( ซ่อมเขา+ซ่อมเรา ) + “ รถหาย ” + ” ไฟไหม้ ” + ” น้ำท่วม “ และที่เด็ดที่สุด ( ที่ประกันชั้นอื่นไม่มี ) ก็คือ ” อุบัติเหตุที่ไม่มีคู่กรณี “ ครับ ไม่ว่าคุณจะถอยชนเสา , ขับเบียดต้นไม้ , ก้อนหินกระเด็นใส่กระจกแตก , จอดรถไว้แล้วถูกขูดสีรถไม่รู้ใครทำ , ถูกรถคันอื่นชนแล้วหลบหนี ,
คุ้มครองภัยธรรมชาติ , รถถูกโจรกรรม สรุปคือ ไม่ว่ารถคุณจะเป็นอะไร ประกันชั้น 1 ดูแลเกือบทั้งหมดครับ
“ มีบริการฉุกเฉิน 24 ชม.” ประกันไม่ใช่แค่ตอนชน แต่คือตอนซวยด้วย เช่น แบตหมด , น้ำมันหมด , รถเสียกลางทาง , ลืมกุญแจ ก็ส่ง ” รถยก ” ” รถลาก ” ไปช่วยครับ นี่คือประโยชน์ตอน ” ไม่ได้ชน ” ที่หลายคนไม่รู้ ( เป็นบริการพิเศษของบางบริษัทฯประกัน )
ตัวเลือกที่ ” คุ้มค่า ” และ ” ฉลาด ” ที่สุดคือ 2+ หรือ 3+ ครับ
2+ คุ้มครอง ” รถชนรถ ” ( ซ่อมเรา+เขา ) + “ รถหาย/ไฟไหม้ “
3+ คุ้มครอง ” รถชนรถ ” (ซ่อมเรา+เขา) แต่ ไม่คุ้มครอง รถหาย/ไฟไหม้
ดังนั้น ตัวตัดสินใจไม่ได้อยู่ที่ ” อายุรถ ” ครับ แต่อยู่ที่ ” ที่จอดรถ ” ถ้าคุณจอดรถไว้ในบ้านมีรั้วปิดมิดชิด เลือก 3+ ก็ประหยัดดี แต่ถ้าคุณจอดหน้าหอพัก , ริมถนน , หรือในที่เปลี่ยว ” เพิ่มเงินอีกนิด เอา 2+ไว้กันรถหาย ” ดีกว่าครับ
” ซ่อมศูนย์ “ ( ซ่อมห้าง ) สบายใจเรื่อง ” มาตรฐาน ” ครับ ได้ ” อะไหล่แท้ ” ชัวร์ๆ มี ” รับประกันงานซ่อม ” แต่ข้อเสียคือ ” เบี้ยประกันจะแพงกว่า ” และ ” รอนานกว่า ” ครับ
“ ซ่อมอู่ ” ( ในเครือ ) ข้อดีคือ ” เบี้ยประกันถูกกว่า ” “ ซ่อมเร็วกว่า ” และมีอู่ให้เลือกเยอะ แต่ข้อเสียคือ อาจจะไม่ใช่อะไหล่แท้ทุกชิ้นในการจัดซ่อมในครั้งนั้น การซ่อมอู่นอกเครือไม่แนะนำครับ เพราะอาจต้องสำรองจ่ายไปก่อน รวมถึงรับประกันในการซ่อมในครั้งนั้นหรือไม่อย่างไร
แนะนำว่า “ รถใหม่ อายุ 1-5 ปี เลือกซ่อมศูนย์เถอะครับ สบายใจกว่า , รถที่มีอายุมากกว่า 5 ปี ซ่อมอู่ในเครือ ประหยัดเบี้ยได้เยอะมากครับ
นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
บริษัท พาราไดซ์ โทเคน เซอร์วิส จำกัด (“บริษัท”) ตระหนักดีถึงสิทธิในความเป็นส่วนตัวและความรับผิดชอบของบริษัท เกี่ยวกับการเก็บรวบรวม การใช้ การเปิดเผย (“การประมวลผล”) ข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (“เจ้าของข้อมูล”)
บริษัทยึดค่านิยมที่ถือว่า ความไว้วางใจและความเชื่อมั่นที่เจ้าของข้อมูลมีให้แก่บริษัท เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสิ่งหนึ่งสำหรับบริษัท ดังนั้นบริษัทจึงมุ่งมั่นที่จะจัดการให้มีการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลอย่างถูกต้องและเหมาะสม รวมทั้งคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (“พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล”)
“ข้อมูลส่วนบุคคล” หมายถึง ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม แต่ไม่รวมถึงข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรมโดยเฉพาะ
นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้ (“นโยบาย”) มีวัตถุประสงค์ที่จะแจ้งให้เจ้าของข้อมูลได้ทราบดังต่อไปนี้
ทั้งนี้ เจ้าของข้อมูลจะต้องอ่านและทำความเข้าใจนโยบายฉบับนี้อย่างละเอียด ดังนี้
อนึ่ง วัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยในข้อ 3. รวมถึงวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้:
เจ้าของข้อมูลอาจเลือกที่จะไม่ให้บริษัทเก็บรวบรวมข้อมูลบางประการที่บริษัท ร้องขอ อย่างไรก็ดี การที่เจ้าของข้อมูลเลือกที่จะไม่ให้ข้อมูลบางประการดังกล่าว อาจเป็นอุปสรรคต่อความสามารถในการทำธุรกรรมระหว่างบริษัทกับเจ้าของข้อมูล หรือต่อการขายผลิตภัณฑ์หรือให้บริการของบริษัทต่อเจ้าของข้อมูล หรือต่อการตอบสนองต่อข้อร้องขออื่นๆ ของเจ้าของข้อมูลได้ เช่น บริษัทอาจไม่สามารถดำเนินการเพื่อเข้าทำสัญญาประกันกับเจ้าของข้อมูลได้ หรือ บริษัทอาจไม่สามารถให้บริการต่างๆ เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ หรือ บริการของบริษัท รวมถึงการให้บริการเกี่ยวกับการเรียกร้อง ค่าสินไหมทดแทน การจ่ายผลประโยชน์หรือเงินอื่นใดตามกรมธรรม์ให้แก่เจ้าของข้อมูลได้
บริษัทอาจเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลไว้ นานเท่าที่จำเป็นต้องเก็บ เพื่อการดำเนินการให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลตามที่ระบุข้างต้น ทั้งนี้ บริษัทจะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันที่เจ้าของข้อมูลสิ้นสุดความสัมพันธ์ หรือ การติดต่อครั้งสุดท้ายกับบริษัท บริษัทอาจเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลนานกว่าที่กำหนดหากกฎหมายอนุญาต
ทั้งนี้ บริษัทจะดำเนินการตามสิทธิของเจ้าของข้อมูลตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือระยะเวลาตามสมควร เมื่อมีการร้องขอตามช่องทางการขอใช้สิทธิด้านล่าง โดยบริษัทอาจขอสงวนสิทธิไม่ปฏิบัติตามคำร้องขอใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูล ตามความเหมาะสมและเท่าที่กฎหมายที่ใช้บังคับจะอนุญาต
ช่องทางการขอใช้สิทธิ
เจ้าของข้อมูลสามารถส่งคำร้องขอใช้สิทธิเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลได้ตามช่องทางด้านล่าง
ไปรษณีย์
เพื่อเป็นการให้ข้อมูลแก่เจ้าของข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัท บริษัทจำต้องใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูล ได้แก่ ชื่อ นามสกุล อายุ เพศ ที่อยู่อีเมล ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ (ซึ่งรวมถึงหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่) และข้อมูลส่วนบุคคลอื่น ดังระบุในนโยบายฉบับนี้ เพื่อใช้ในการดำเนินการ ส่งเนื้อหาเกี่ยวกับการส่งเสริมการขายและการสื่อสารการตลาดทางตรงเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และ/ หรือบริการของ บริษัท คำแนะนำและข้อมูลในเรื่องต่างๆ ซึ่งรวมถึงการประกัน และ เงินบำนาญ ตลอดจนการบริหารความมั่งคั่ง การลงทุน การธนาคาร บริการทางการเงิน การรักษาทางการแพทย์/การรักษาเกี่ยวกับสุขภาพ ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพ การจ้างงาน การฝึกอบรม โปรแกรมให้รางวัล/ให้ผลประโยชน์สำหรับการเป็นลูกค้าที่มีความภักดีต่อแบรนด์/ให้สิทธิพิเศษ กิจกรรมการกุศล/กิจกรรมที่ไม่หวังผล และ การจัดกิจกรรมทางการตลาด การประกวด จับฉลากชิงโชค งานอีเว้นท์ และการแข่งขันต่างๆ ซึ่งเจ้าของข้อมูลเลือกที่จะเข้าร่วม
ข้อกำหนดและเงื่อนไข